ถั่งเช่า (หญ้าหนอน)

ถั่งเช่า ชื่อที่ใช้เรียกขานสมุนไพรตามตำรับยาจีนโบราณ
ถั่ง” หมายถึง หนอน, “เช่า” หรือ ”เฉ้า” หมายถึง หญ้า ใน เปิ๋นเฉ่ากังมู คัมภีร์สมุนไพรจีนที่มีอายุกว่า
1,000 ปี ของ หลี่ เสื่อ เจิน แพทย์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ

ได้บัญญัติไว้ในชื่อว่า “ตง ฉง เซี่ย เฉ่า” (冬虫夏草) ซึ่งมีความหมายว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า”

ส่วนคำว่า Cordyceps ของทางฝั่งตะวันตกนั้น มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน Cord หมายถึง Club
ส่วน Ceps หมายถึง Head ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วได้ความว่า “กลุ่มของเห็ดรา” นั่นเอง

สรรพคุณในตำรับจีนโบราณ

“ยาอุ่น ไร้พิษ บำรุงรักษา เสริมประสิทธิภาพเลือดลม” โดย หลี่ เสื่อ เจิน ใน เปิ๋น เฉ่า กัง มู
คัมภีร์สมุนไพรจีนโบราณกว่า 1,000 ปี

“รสกลมกล่อม อุ่น บำรุงร่างกาย บำรุงปอด บำรุงไต ลดอักเสบ หยุดอาการไอ และไอเรื้อรัง
บำรุงร่างกายหลังคลอดบุตร บำรุงสมรรถนะทางเพศ” โดย อู๋ อี้ ลั่ว จาก “เปิ๋นเฉ่าฉงซิน” (คัมภีร์สมุนไพรฉบับใหม่)

“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า”

ถั่งเช่านับเป็นความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ โดยกำเนิดขึ้นจากการหลอมรวมสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ
ตัวหนอนของผีเสื้อค้างคาวหิมาลัย (Hepialus Armoricnus Oberthiir) และเห็ด(เชื้อรา) ชื่อ Cordyceps Sinensis

ในช่วงฤดูหนาวท่ามกลางหิมะปกคลุม เหล่าตัวหนอนต้องอาศัยอยู่ใต้ดิน เพื่อให้มีชีวิตรอด ในขณะเดียวกันกลุ่มสปอร์ของเห็ดเหล่านี้ก็มีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่โดยรอบเช่นกัน

เมื่อชั้นหิมะเริ่มละลาย สปอร์จึงเริ่มไหลไปตามสายน้ำ จากนั้นก็ซึมลงสู่ชั้นดิน จนไปพบกับตัวหนอนในท้ายที่สุด การเจริญพันธุ์ของถั่งเช่าที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยธรรมชาติจึงเริ่มต้นขึ้น

สปอร์เริ่มสร้างเส้นใย (mycelium) โดยอาศัยน้ำเลี้ยงในตัวหนอนให้ตัวเองเจริญเติบโต จนในที่สุดหนอนก็อยู่ในลักษณะคล้ายมัมมี่ตายซากที่เต็มไปด้วยเส้นใยสีขาว

หลังจากเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน แสงแดดและความอบอุ่น ได้ทำให้เห็ดชนิดนี้เข้าสู่การเจริญในระยะที่สอง ด้วยการพยายามแทงดอกจนทะลุตัวหนอนออกมาให้พ้นเหนือพื้นดิน (คล้ายหญ้างอก) และปรากฏเป็นสีเหลืองน้ำตาล พร้อมกับปล่อยสปอร์เพื่อการขยายพันธุ์ต่อไป

พื้นที่ในการพบถั่งเช่าชนิดนี้ ปัจจุบัน คือ บริเวณของประเทศจีนในมณฑลเสฉวน, มณฑลกานซู่, มณฑลหูเป่ย์, มณฑลเจ้อเจียง,มณฑลชานซี, มณฑลกุ้ยโจว, มณฑลชิงไห่ และมณฑลยูนนาน

“จามรี” กับการค้นพบถั่งเช่า

ณ ทุ่งหญ้าแห่งเทือกเขาทิเบต ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเหล่าต้นไม้ใบหญ้าอันเขียวชอุ่ม คือ สัญญาณแห่งการมาถึงของฤดูไม้ใบผลิ นับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการให้พื้นที่นี้ ได้เป็นแหล่งอาหารของตัวจามรี (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนยาวละเอียดสีดำน้ำตาล) ที่เลี้ยงดูโดยชนเผ่าพื้นเมืองชาวทิเบต และเนปาล

วันหนึ่งความลับที่ซ่อนอยู่บนเทือกเขา เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 6,000 เมตร ก็ปรากฏขึ้น ผ่านสายตาผู้เลี้ยงจามรีกลุ่มนี้ โดยพฤติกรรมของมันที่ดูเปลี่ยนไป มีความกระตืนรือร้นจนผิดสังเกตุ

หลังพยายามหาสาเหตุดังกล่าว เหล่าผู้เลี้ยงก็พบกับเศษซากที่หลงเหลือจากการแทะเล็มของจามรีตามพื้นหญ้า ลักษณะคล้ายก้านเห็ดสีเหลืองน้ำตาล เมื่อนำกลับมาทดลอง และสืบทราบถึงสรรพคุณต่างๆ ในภายหลัง

ทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้น กลับกลายเป็นการค้นพบในตำนานของ “ยาวิเศษแห่งยอดขุนเขา” ที่ชาวทิเบตให้ชื่อเรียกไว้ว่า
yartsa gumbu” (ยาร์ตซา กูมบู)

ไขความลับ

Wu-Yilou ผู้ไขปริศนา

     แม้ตัวจามรีจะช่วยให้ค้นพบ แต่ในขณะนั้น ยังมีเรื่องราวของความเชื่อที่ดูลึกลับ และยังต้องรอการพิสูจน์อีกมากมาย เพื่อให้ ถั่งเช่า จะไม่เป็นเพียง หญ้าหนอน ที่ต้องมนต์ขลังตามตำนาน

ความพยายามในการศึกษา เริ่มขึ้นนับตั้งแต่ในช่วงราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) จนค้นพบหลักฐานเชิงวิทยาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือฉบับแรก ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1757)

ซึ่งเป็นผลงานของ Wu-Yilou ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Ben cao cong xin (本草从新) หรือ New Compilation of Materia Medica โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหาได้อธิบายเรื่องราว รวมถึงคุณประโยชน์ของถั่งเช่าเอาไว้

นับตั้งแต่นั้นมา จึงนับได้ว่าเป็นยุคทองของการศึกษาเรื่อง ถั่งเช่า ในประเทศจีน (ศตวรรษที่15-18) และเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยานานับประการ ราคาสูง และหายาก


จากนักบวชสู่โลกตะวันตก

แม้ถั่งเช่าจะเป็นกล่าวขานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในจีน และอาณาจักรโดยรอบนับเกินกว่า 2,000 ปีมาแล้ว แต่ต้องนับถึงช่วงศตวรรษที่ 18 ที่กว่าฝั่งยุโรป และชาวตะวันตกจะทราบถึงเรื่องราวอันน่าพิศวงนี้

นักบวชคาทอลิกชาวฝรั่งเศสนามว่า Perennin Jean Baptiste du Halde (หรือ Hia Tsao Tong Tchong) ในฐานะแขกขององค์จักรพรรดิจีน ขณะพำนักอยู่ในอาณาจักรของจีน เขาได้ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านบันทึกชื่อ Description de la Chine (หรือ General History of China) โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งได้เล่าถึงสรรพคุณ และการรักษาด้วยถั่งเช่าเอาไว้ได้อย่างลึกซึ้ง

และในปี 1736 เขาได้นำตัวอย่างถั่งเช่า (Pereira, 1843) พร้อมเรื่องราวเหล่านั้น กลับมาตีพิมพ์ และเผยแพร่ผ่านงานประชุมวิทยาศาสตร์ในประเทศบ้านเกิด

ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สร้างความตกตะลึงให้กับโลกตะวันตกเป็นอย่างมาก อันเนื่องจากเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเห็ดกับแมลงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


จัดอนุกรมวิธาน

วิทยาศาสตร์ได้นำพาไปสู่การค้นพบ และความถูกต้อง หลังความพยายามในการศึกษาถั่งเช่ามานานร่วมศตรรษ แต่ความสงสัยที่ยังคงอยู่ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตในจำพวกไหนกันแน่ (พืชหรือสัตว์)

กระทั่งปี ค.ศ. 1843 Miles Joseph Berkeley (M.J. Berkeley) นักวิชาการโรคพืชวิทยา ได้ตีพิมพ์งานวิจัยใน New York Journal of Medicine (วารสารการแพทย์ชื่อดังของอเมริกา) ได้อธิบายถึง “ราก” ที่สังเกตุเห็น และสรุปง่ายๆ เอาไว้ว่า “ราก” ในที่นี้ คือ ลักษณะของเส้นใยที่สร้างโดยเชื้อเห็ดถั่งเช่า โดยใช้แหล่งอาหารจากหนอนผีเสื้อ และเรียกสิ่งมีชีวิตนี้ว่า Sphaeria sinensis

จนถึงปี 1878 Pier Andrea Saccardo ศาตราจารย์ประจำภาควิชาธรรมชาติวิทยา มหาวิทยาลัยปาโดวา (ประเทศอิตาลี) ได้ทำการย้ายเห็ดถั่งเช่า เข้าไปยังสกุล (Genus) ของ Cordyceps

และงานวิจัยในปี 2007 จากความสามารถในการวิเคราะห์ได้ถึงระดับโมเลกุล ส่งผลให้ข้อมูลมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น ถั่งเช่าหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งสายพันธุ์ทิเบต จึงได้รับการจัดหมวดหมู่ใหม่ให้ไปอยู่ในสกุลของ Ophiocordycipitaceae นับตั้งแต่นั้นมา (แต่ยังมีบางสายพันธุ์ เช่น C.militaris หรือถั่งเช่าสีทอง ที่ยังคงอยู่ในสกุล cordycipitaceae)


สายพันธุ์กับสรรพคุณทางยา

ผลจากการศึกษา และงานวิจัยเรื่อง ถั่งเช่า ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้า ร่วมกับการเพาะเลี้ยงในรูปแบบใหม่ๆ

ในปัจจุบัน ทำให้เราพอทราบได้ว่า จากกว่า 680 สายพันธุ์ทั่วโลก มีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น ที่ได้รับการยอมรับในวงการทางการแพทย์ ถึงระดับของปริมาณสารสาคัญ สรรพคุณทางยา เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย และใช้ร่วมกับการรักษาโรคต่างๆ คือ

– สายพันธุ์ ถั่งเช่าทิเบต (O.sinensis)

– สายพันธุ์ ถั่งเช่าสีทอง (C.militaris)


สู่สิ่งที่ดีกว่า

C.militaris สายพันธุ์ที่ทั่วโลกยอมรับ

      ปัจจุบันถั่งเช่าทิเบตที่เกิดจากธรรมชาติมีปริมาณที่ลดลงอย่างชัดเจน เพราะยังคงความต้องการในตลาดที่สูงมาก ทำให้เริ่มหายาก และมีราคาที่สูงขึ้น

      แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีหลายประเทศได้ทำการทดลองเพาะเลี้ยงเห็ดสายพันธุ์ดังกล่าวในห้องทดลอง แต่ด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อน และข้อจำกัดหลายประการ (Huang et al., 2009) ทำให้เริ่มมีการศึกษาถึงสายพันธุ์อื่นๆ ที่ให้ผลลัพธ์อันเหมาะแก่การเพาะเลี้ยง และยังคงสารสำคัญเอาไว้ใกล้เคียงกับถั่งเช่าทิเบต

      ในที่สุดก็มีการค้นพบว่า ยังมีอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาเหมือนกับเห็ดถั่งเช่าทิเบต ไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภค ทั้งยังสามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ นั่นก็คือ เห็ดถั่งเช่าสีทอง หรือสายพันธุ์ Cordyceps militaris นั่นเอง

       และมีรายงานเพิ่มเติมระบุไว้ด้วยว่า เห็ดถั่งเช่าสีทองมีสารสำคัญทางยาบางชนิดที่สูงกว่า โดยเฉพาะสารที่มีชื่อว่า “คอร์ไดเซปิน” (Cordycepin)

C.Militaris สายพันธุ์ที่ทั่วโลกยอมรับ (ต่อ)

ข้อมูลตามอนุกรมวิธาน

 

Kingdom :

Phylum :

Class :

Order :

Family :

Genus :

Species :

สายพันธุ์ ถั่งเช่าทิเบต

Fungi

Ascomycota

Sordariomycetes

Hypocreales

Ophiocordycipitaceae

Ophiocordyceps

Ophiocordyceps Sinensis

 

สายพันธุ์ ถั่งเช่าสีทอง

Fungi

Ascomycota

Sordariomycetes

Hypocreales

cordycipitaceae

cordyceps

Cordyceps militaris

 


Cordycepin สารอนุพันธุ์แห่งความยั่งยืน

     คอร์ไดเซปิน(Cordycepin) เป็น Active ingredient หรือ สารออกฤทธิ์สำคัญชนิดแรกที่มีการตรวจพบในถั่งเช่าสีทอง (Cunningham et al., 1951)

      โดยในเวลาต่อมา ก็ได้มีกการค้นพบสารอีกหลายชนิด เช่น โพลีแซ็กคาไรด์ (polysaccharide),แมนนิทอล หรือกรดคอร์ไดเซปิก (mannitol หรือ cordycepic acid), อะดีโนซีน (adenosine) เป็นต้น (Shashidhar et al., 2013)

      ซึ่งคอร์ไดเซปิน จัดเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติอันโดดเด่น ผ่านการวิจัยทางเภสัชวิทยาแล้วว่า เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ถึงระดับเซลล์ และเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์เป็นอย่างมาก อาทิเช่น

  • มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มพลังภายในร่างกาย มีคุณสมบัติบำรุงไตและปอด (Nakamura et al., 2005)
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Li et al., 2006)
  • ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Yu et al., 2006)
  • กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยรักษาสมดุลของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และลดการอักเสบ (Kim et al., 2011)
  • ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา (Lee et al., 2012)
  • สามารถต้านการเกิดเนื้องอก (Dai et al., 2001)

และต้านมะเร็ง (Yoshikawa et al., 2004; Weil and Chen, 2011)

Cordycepin สารอนุพันธุ์แห่งความยั่งยืน (ต่อ)

     ทั้งยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้น ที่ทำให้เราได้ทราบถึงจุดเด่นเพิ่มเติมด้วยว่า ในการทดสอบบางกรณีนั้น ยิ่งใช้ปริมาณที่เข้มข้นมากขึ้น ยิ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลดีเพิ่มขึ้นด้วย

      นั่นจึงทำให้การพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณ และประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์สำคัญในถั่งเช่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารคอร์ไดเซปิน

       โดยเครื่องที่ใช้ในการตรวจวัดสารดังกล่าว มีชื่อว่า High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ซึ่งเคยมีการพบว่า โดยทั่วไปถั่งเช่าที่มาจากธรรมชาติจะมีความไม่แน่นอนของสารดังกล่าวอยู่พอสมควร ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมเป็นหลัก หรือแม้แต่การเพาะเลี้ยงเองก็ตาม หากไม่มีการควบคุมคุมภาพที่ดี กลุ่มของสารสำคัญก็อาจมีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน (ในปัจจุบันเคยมีการตรวจหาสารคอร์ไดเซปิน และพบว่าอยู่ที่ในระดับประมาณ 1,000 – 8,000 mg/kg)


สายลมเปลี่ยนทิศ

      แม้ข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับถั่งเช่าทิเบตในช่วงที่ผ่านมา จะมีปัญหาของการค้าที่ขัดกับหลักจริยธรรมต่างๆ เช่น การปนเปื้อนสารตะกั่ว และการปลอมแปลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค      

      ซึ่งในอนาคตอาจเหลือแต่เพียงตำนานให้เรียกขานถึง “ยาวิเศษแห่งเทือกเขาหิมาลัย” ก็เป็นไปได้

      แต่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้ช่วยไขความลับไว้แล้วว่า ภายใต้เบื้องหลัง “ยาอายุวัฒนะ” ในตำนานนั้น วันนี้อาจมิใช่เรื่องของความเชื่อ ความหายาก และราคาสูง ที่หลายคนกำลังกล่าวถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องของสารสำคัญ โดยเฉพาะคอร์ไดเซปินในถั่งเช่าสีทองต่างหาก

ที่คนทั้งโลกกำลังตามหา